SMART GOAL การวางเป้าหมายที่ดีเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จ

เคยเป็นมั้ยที่พอเริ่มปีใหม่ทีไรต้องตั้งเป้าหมายของทั้งปีไว้กันตั้งแต่ต้นปี ตอนนี้อีกไม่กี่เดือนก็จะสิ้นปีแล้วผลลัพธ์ของเป้าหมายที่เราได้วางไว้เป็นอย่างไรกันบ้าง บางคนอาจจะทำได้สำเร็จตามเป้าหมายหรืออาจจะทำได้มากกว่าเป้าหมายที่วางเอาไว้ด้วยซ้ำ แต่บางคนก็อาจจะได้เกือบๆถึงเป้าหมายที่วางเอาไว้ บางคนมาได้ครึ่งทางก็ล้มเลิกไปหรือบางคนทำตามที่ตั้งใจไว้ได้แค่ช่วง 2-3 เดือนแรกเท่านั้นก็ไม่ได้สานต่อ แล้วน้องๆสงสัยไหมว่าทำไมบางครั้งที่เราวางเป้าหมายไว้แล้วเนี่ยมันถึงไม่สำเร็จตามที่ตั้งใจไว้เลยนะ ในขณะที่บางคนก็สามารถทำตามเป้าหมายที่วางไว้ได้ทุกครั้ง จริงๆแล้วมีสิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งที่น้องๆหลายคนยังไม่รู้ นั่นก็คือ วิธีการวางเป้าหมายของเรานั้นมีผลต่อความสำเร็จด้วย 

วันนี้ Lighthouse เลยมีวิธีการดีๆมานำเสนอเพื่อเป็นตัวช่วยในการวางเป้าหมายที่จะเพิ่มโอกาสให้ทุกคนสามารถทำตามเป้าหมายที่วางไว้ได้สำเร็จ ซึ่งเราเรียกวิธีการวางเป้าหมายนี้ว่า SMART goal ซึ่งจะช่วยให้การวางเป้าหมายของน้องๆเป็นระบบและชัดเจนขึ้น โดย SMART goal ย่อมาจากคำ 5 คำซึ่งเป็นหลักสำคัญในการวางเป้าหมายของเราได้แก่ Specific, Measurable, Achievable, Relevant และ Time bound เรามาลองดูรายละเอียดแต่ละคำกันว่ามีวิธีการทำงานอย่างไรบ้าง

1. Specific การวางเป้าหมายควรชัดเจนและมีความเฉพาะเจาะจง

เพื่อที่เราจะได้โฟกัสและทุ่มเทไปที่เป้าหมายที่ต้องการได้เต็มที่ ซึ่งจะมีคำถาม 5 ข้อที่ช่วยให้เห็นเป้าหมายชัดขึ้น

  • อะไรเป็นสิ่งที่เราอยากทำให้สำเร็จ ?
  • ทำไมเป้าหมายนี้ถึงสำคัญ ?
  • ใครที่เกี่ยวข้องและมีส่วนช่วยได้ ?
  • ต้องทำที่ไหน อย่างไร ?
  • เราต้องใช้ทรัพยากรหรือมีข้อจำกัดอะไรไหม ?

เช่น น้องอยากสอบติดคณะแพทยศาสตร์ มันสำคัญเพราะเป็นคณะในฝันและอยากเป็นหมอ คนที่สำคัญในเป้าหมายนี้ก็คือตัวน้องเองและแรงสนับสนุนจากพ่อแม่ สิ่งที่น้องต้องทำก็คือตั้งใจอ่านหนังสือทบทวนหรือเรียนพิเศษในวิชาที่ไม่เข้าใจ ส่วนทรัพยากรที่ต้องใช้ก็คือเงินและเวลา ดังนั้นเป้าหมายของน้องๆก็จะเป็นการอ่านหนังสือเพื่อทำคะแนนให้สอบติดคณะแพทย์ศาสตร์ให้ได้นั่นเอง

2. Measurable การวัดประเมินเป้าหมายเพื่อจะได้ติดตามผลว่าตอนนี้เราทำไปถึงไหนแล้ว

ทำให้เรามีแรงผลักดันอยู่เสมอและทำให้โฟกัสไปที่เป้าหมายและรู้ถึงความคืบหน้าว่าเข้าใกล้เป้าหมายแล้วมากน้อยเท่าใด โดยอาจจะตั้งเป็นเป้าหมายระยะสั้นด้วยเพื่อจะได้วัดความคืบหน้าและรับรู้ว่าอะไรสำเร็จไปแล้วบ้างในระหว่างทางไปเป้าหมายสำคัญของน้องๆ โดยควรกำหนดเกณฑ์ที่สามารถวัดได้เพื่อที่จะสังเกตได้ง่ายเมื่อทำสำเร็จแล้ว

เช่น ตั้งเป้าหมายไว้ว่าในหนึ่งเดือนต้องอ่านหนังสือจบ 1 เล่มและแยกเป้าหมายย่อยๆเป็นในแต่ละสัปดาห์จะต้องอ่านจบ 2 บท เพื่อให้สามารถเห็นว่าเราทำสำเร็จและเข้าใกล้เป้าหมายมากขึ้นไปเรื่อย ๆ

3. Achievable การตั้งเป้าหมายของเราควรจะอยู่กับความจริงและเป็นสิ่งที่ถ้าลงมือทำก็สามารถสำเร็จได้

โดยเราอาจจะตั้งเป้าหมายให้ท้าทายความสามารถของเราเพื่อให้เราได้ใช้ความพยายามและทักษะของเรา รวมถึงทำให้เกิดการลงทุนไม่ว่าจะเป็นเวลา เงินหรือความรู้ของเราให้เป็นแรงผลักดันให้ทำให้สำเร็จ ถ้าหากตั้งเป้าหมายที่ไม่ได้ท้าทายก็จะไม่เกิดการลงทุนให้เป้าหมายสำเร็จหรืออาจจะล้มเลิกไปก่อนเพราะไม่ได้มีแรงผลักดันให้เราทำตามเป้าหมายนั้น

เช่น ตอนแรกน้องๆตั้งเป้าหมายว่าจะอ่านหนังสือให้จบ 1 เล่มภายในหนึ่งเดือน แต่ว่าใครๆก็ทำได้และไม่ได้ท้าทายความสามารถตัวเองเลย ก็อาจจะเปลี่ยนเป็นเพิ่มเป้าหมายให้ต้องอ่านจบ 3 เล่มภายในหนึ่งเดือนและสามารถติวหนังสือให้เพื่อนเข้าใจได้ ซึ่งจะเป็นการตรวจสอบความเข้าใจในความรู้ที่เราได้รับและสามารถถ่ายทอดออกไปได้หรือไม่อีกด้วย

4. Relevant สิ่งสำคัญอีกอย่างในการตั้งเป้าหมายก็คือการทบทวนว่าเป้าหมายที่เราวางไว้นั้นเกี่ยวข้องและสำคัญกับตัวเราจริงๆหรือไม่

และมีคำถามที่เราต้องตอบให้ได้เพื่อเป็นการตรวจสอบว่าเป้าหมายนั้นใช่สำหรับจริงๆหรือเปล่า 

  • เป้าหมายนี้สำคัญและคุ้มค่ากับตัวเราไหม ?
  • ช่วงเวลานี้เหมาะแก่การลงมือทำเลยไหม ?
  • เป้าหมายนี้จะช่วยสนับสนุนความต้องการและความพยายามในเรื่องอื่นๆของเราไหม ?

เช่น เป้าหมายของน้องๆคือการอ่านหนังสือเพื่อทำคะแนนให้สอบติดคณะแพทยศาสตร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญและเกี่ยวข้องกับตัวเองเพราะน้องๆอยากเรียนคณะนี้ และต้องลงมือทำตั้งแต่ตอนนี้เพื่อให้ทันการสอบที่จะมาถึงและช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่เราต้องสอบเข้าแล้ว ซึ่งเป้าหมายนี้จะไปสนับสนุนความฝันที่อยากจะเป็นหมอของน้องได้

5. Time bound ทุกๆเป้าหมายต้องมีกรอบเวลาที่แน่ชัดว่าเราต้องทำตามเป้าหมายนี้ให้สำเร็จภายในเมื่อไหร่

เพื่อให้เราโฟกัสและมุ่งไปสู่เป้าหมายนี้ได้ตามความต้องการของเรา เพราะในชีวิตประจำวันเราอาจจะมีเรื่องอื่นๆที่แทรกเข้ามาให้เราต้องทำ แต่กรอบเวลาจะช่วยทำให้เราไม่หลงลืมเป้าหมายหลักของเราที่อาจต้องใช้เวลานานกว่าจะสำเร็จ เราอาจจะตั้งคำถามว่าเป้าหมายนี้เราต้องสำเร็จเมื่อไหร่ แล้วเราสามารถทำอะไรได้บ้างใน 6 สัปดาห์ต่อจากนี้ แล้วจากนี้อีก 6 เดือนเราต้องทำอะไรต่อบ้าง และที่สำคัญคือตัวเราในวันนี้สามารถลงมือทำได้เลยไหม แล้วทำอะไรได้บ้าง

เช่น  นับจากตอนนี้ไปอีก 3 เดือนน้องจะต้องสอบ GAT/PAT O-NET วิชาสามัญ และวิชาเฉพาะกสพท. เพื่อใช้คะแนนสอบยื่นเข้าคณะแพทยศาสตร์ ดังนั้นภายใน 3 เดือนนี้น้องๆต้องอ่านทบทวนและทำความเข้าใจวิชาต่างๆที่ต้องใช้ในการสอบให้ครบทั้งหมด เพราะฉะนั้นช่วงเวลานี้ก็เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการทุ่มเทความพยายามของน้องๆเพื่อให้สามารถทำตามเป้าหมายได้สำเร็จ           

น้องๆก็ได้เห็นถึงหลักการและความสำคัญของวิธีการวางเป้าหมายอย่าง SMART goal กันไปแล้วที่เป็นอีกตัวช่วยที่จะทำให้เป้าหมายชัดเจนมากขึ้น สร้างแรงผลักดัน และช่วยเพิ่มโอกาสให้สามารถมุ่งไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ได้ Lighthouse ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้น้องๆที่กำลังเดินทางตามความฝันของตัวเองทำตามเป้าหมายที่ตั้งใจได้สำเร็จกันทุกคนค่ะ


ถ้าอยากติดตาม content ดีๆและมีประโยชน์แบบนี้อีก ก็สามารถไปติดตามช่องทางต่างๆของ Lighthouse ได้ที่

คอมเมนต์